RSS

วางแผนการศึกษาบุตรใครว่าไม่สำคัญ?ต้องรีบพร้อมก่อนลูกเข้าโรงเรียน


สำหรับหลายๆ ครอบครัวที่มีบุตร ควรเริ่มวางแผนการศึกษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะการให้การศึกษาที่ดีแก่ลูกเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ควรเอาใจใส่ การวางแผนการศึกษาที่ดี ควรเริ่มต้นจากการหาข้อมูลสถานศึกษา ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาอื่นๆ  หลักสูตรการเรียนการสอน สภาพแวดล้อม การเดินทาง ฯลฯ เพื่อเปรียบเทียบหลายๆ ทางเลือก แล้วจึงพิจารณาเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการและสถานภาพทางการเงินของครอบครัว

พ่อแม่มักเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกเสมอ เรื่องการศึกษาของลูกก็เช่นกัน พ่อแม่ย่อมต้องการให้ลูกได้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป มี 2 ข้อให้เลือก 1. ส่งลูกเข้าโรงเรียนรัฐบาล 2. ส่งลูกเข้าโรงเรียนเอกชน อันนี้เริ่ม นับกันตั้งแต่อนุบาล ว่าคุณพ่อ คุณแม่จะเลือกให้ลูกเข้าโรงเรียนรัฐบาล หรือเอกชน ซึ่งค่าใช้จ่าย เอกชน ระดับ อนุบาล อยู่ที่ 15,000-35,000 บาท ประถม อยู่ที่ 10,000- 30,000 บาท มัธยม อยู่ที่ 10,000-20,000 บาท **ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียนนะคะ บางโรงเรียนอาจจะมากกว่า หรือน้อยกว่านี้นิดหน่อย ไม่นับรวมค่าขนม อื่นๆของลูกๆนะคะ คิดแค่ค่าเทอมลูกอย่างเดียว**  ส่วนรัฐบาล ชั้น อนุบาล ประถม มัธยม ส่วนใหญ่ ราว 1,000-8,000 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียนเรียกเก็บ เพราะถึงแม้ว่าจะมีรัฐบาลคอยช่วยเหลือ แต่ก็มีบางส่วนที่ทางโรงเรียนเรียกเก็บเพิ่มเติม

มี 6 ข้อให้คุณเป็นแนวทางให้การวางแผน

1.เริ่มวางแผนและเก็บเงินเสียแต่เนิ่นๆ
นอกจากคุณต้องวางแผนและเก็บออมเงินเพื่อการศึกษาของลูกตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว คุณยังควรประมาณการรายได้และค่าใช้จ่ายของคุณตามช่วงอายุลูก เพื่อให้ทราบว่าคุณจะต้องมีเงินเท่าไรจึงจะเพียงพอกับค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของลูกในอนาคต ซึ่งจะทำให้คุณมีเวลาหาเงินในส่วนที่ยังขาดก่อนถึงเวลาต้องใช้เงินนั้นจริงๆ

2.เลือกสถานที่เรียนให้ลูกตามความเหมาะสม
คุณควรเลือกสถาบันการศึกษาที่มีค่าเล่าเรียนเหมาะสมกับรายได้ของครอบครัว นอกจากนี้คุณควรสำรวจปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น ระยะทาง ระบบการสอน ฯลฯ เพื่อคุณจะได้เตรียมจัดสรรเงินให้เพียงพอด้วย

3.กำหนดจำนวนเงินที่ต้องการ
คุณควรทราบค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร ทั้งค่าเทอม ค่าหอพัก ค่าหนังสือ ฯลฯ เพื่อคำนวณว่าระยะเวลาที่ลูกเรียนทั้งหมด ต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ ที่สำคัญอย่าลืมคำนวณอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย เพราะโดยทั่วไปค่าเล่าเรียนจะเพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อกำหนดงบประมาณที่ต้องใช้ได้แล้ว ต้องวางแผนว่าจะออมเงินเดือนละเท่าไหร่เพื่อให้มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายนั้นๆ ในเวลาที่กำหนด

4.วางแผนการออมและการลงทุน
นอกจากการออมเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาของลูกแล้ว คุณอาจต้องพิจารณาการลงทุนวิธีอื่นๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเงินของคุณ ซึ่งสามารถเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น พันธบัตร หรือกองทุน ฯลฯ โดยพิจารณาถึงความเสี่ยงที่ยอมรับได้ด้วย

5.ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
หากลูกเรียนในมหาวิทยาลัยที่ไกลบ้าน และคุณมีเงินมากเพียงพอ คุณอาจซื้ออสังหาริมทรัพย์บริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัยเพื่อให้ลูกมีที่พักที่แน่นอน ซึ่งคุณสามารถนำดอกเบี้ยจากการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยให้ลูกไปหักลดหย่อนภาษีได้ และเมื่อลูกเรียนจบ คุณสามารถให้นักศึกษารุ่นต่อๆ ไปเช่า เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองได้อีกทางหนึ่ง

6.กู้เงินเพื่อการศึกษาหรือการขอรับทุนการศึกษา
การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ แต่สำหรับบางครอบครัวที่มีภาระทางการเงินมาก อาจหาทางเลือกอื่นเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษาของลูกลง เช่น กู้เงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หรือขอทุนการศึกษาจากสถาบันการศึกษา

ข้อมูลบางส่วนมากจาก : http://www.tsi-thailand.org

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 17/03/2012 in ออมเงิน

 

ป้ายกำกับ: ,

มาเริ่มต้นออมเงินกันแต่เนิ่นๆ ดีกว่า


1.รู้จักตัวเอง
คำแนะนำในข้อต่อๆ ไปจะปรับใช้กับคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อก่อนใช้เงินทุกครั้ง คุณต้องหันกลับมาพิจารณาตัวเองว่า คุณเป็นใคร มีนิสัยอย่างไร อาชีพอะไร รายจ่ายแค่ไหน ฯลฯ
  2.มีทัศนคติที่ถูกต้องด้านการเงิน
คนไทยยังเข้าใจว่า ‘คนเงินเดือนน้อยไม่จำเป็นต้องวางแผน การเงิน’ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด ยิ่งเงินเดือนหลักพันถึงหมื่นต้นๆ ยิ่งต้องวางแผน บางคนไม่ยอมทำประกันชีวิตเพราะคิดว่าไม่จำเป็น ทั้งที่การทำประกันชีวิตเป็นการป้องกันการดึงเงินเก็บออกมาใช้เมี่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
  3.ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์
สูตรการออมเงินให้ได้มากกว่า 50% คือ รายได้เยอะ แต่ใช้จ่ายน้อย หรือรายได้เท่าเดิม แต่ใช้จ่ายลดลง แต่ค่าใช้จ่ายของคนเราทุกวันนี้ไม่ได้ขยับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ แต่ขยับตามไลฟ์สไตล์ เพราะฉะนั้นจึงควรถามตัวเองว่า มีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องมีไลฟ์สไตล์เลิศหรูตามระดับรายได้ จำเป็นแค่ไหนที่ต้องวิ่งตามแฟชั่น
  4.มีวินัยในการออม
จำให้ขึ้นใจว่า สะพานที่ทอดยาวสู่อิสรภาพทางการเงินและความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากคำว่า ‘วินัย’
  5.แปลงเวลาว่างให้เป็นรายได้เสริม
ค้นหาตัวเองว่านอกจากความสามารถในงานประจำแล้ว เรามีพรสวรรค์อะไร บ้าง เราสามารถดึงมาใช้เป็นอาชีพเสริมได้ เมื่อมีรายได้เพิ่ม ความสามารถในการออมก็จะขยับขึ้นโดยอัตโนมัติ
  6.ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น
จดรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดลงบนกระดาษ แล้วพิจารณาว่ามีส่วนไหนที่จะลดหรือตัดออกได้ เช่น ค่าเคเบิลทีวี ฟิตเนส อินเตอร์เน็ต ฯลฯ อะไรที่ไม่คุ้มค่าก็บอกเลิกสมาชิกเสียเถอะ
ทั้ง 6 ข้อไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยใช่ไหมล่ะ

ที่มา  คอลัมน์ ‘Life Management’ นิตยสาร “ซีเคร็ต”

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 15/03/2012 in ออมเงิน

 

ป้ายกำกับ: ,

ระหว่างซื้อสลากออมสิน กับ สลากธกส. อะไรดีกว่ากัน


   ผู้เขียนกำลังคิดจะซื้อสลากออมสิน เอาไว้ออมเงินแล้วก็เผื่อได้โชค ก็เลยหาข้อมูลดู ซึ่งก็ชั่งใจอยู่ว่า จะซื้อสลากออมสิน หรือสลากธกส.ดี แล้วซื้ออันไหนให้ผลตอบแทน(กำไร) ดีกว่ากัน เรื่องโชคยังไม่ต้องพูดถึง ถ้าซื้อด้วยเงินเป็นหลักแสนขึ้นไป ยังไงก็ถูกทุกงวดอยู่แล้ว แต่นี่กะจะซื้อให้ออมเงินแล้วก็ไม่ได้หวังโชคอะไรเท่าไหร่ เพราะจะซื้อแค่ไม่กี่หมื่นบาท วันนี้ก็เลยลองเปรียบเทียบให้เห็นถึงข้อแตกต่างกันไปเลยว่า เป็นอย่างไร
  

ได้ข้อสรุป แล้ว ถ้าชอบรางวัลเยอะโอกาสถูกเยอะ ก็สลากธกส.
ถ้าชอบผลตอบเยอะตอนครบอายุสัญญา ก็สลากธกส.
ถ้าชอบราคาต่อหน่วยไม่แพง ก็สลากออมสิน
ถ้าชอบความสะดวกรวดเร็วในการได้เงินรางวัล ก็ที่ธนาคารออมสินเลยคะ
ส่วนตัวผู้เขียนเน้นสะดวกรวดเร็ว ก็คงเลือกสลากออมสินคะ เพราะใกล้บ้าน ถูกรางวัลปุ๊บก็โอนเงินเข้าบัญชีเลย (ปล.ไม่ได้เป็นหน้าม้าของธ.ออมสินนะคะ ) หวังว่าบทความนี้พอจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านคะ

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 12/03/2012 in สลากออมสิน

 

ป้ายกำกับ: ,

สลากออมสินพิเศษ 3 ปี2555 มีอะไรน่าสนใจบ้าง


สลากออมสินพิเศษ อายุ 3 ปี งวดที่ 51 หน่วยละ 50 บาท อายุ 3 ปี มีสิทธิถูกรางวัล ทุกเดือนเป็นเวลานานถึง 36 เดือน รางวัลที่ 1 มูลค่ารางวัลละ 10 ล้านบาท 3 รางวัล รางวัลพิเศษ มูลค่า 1 ล้านบาท และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ฝากครบอายุรับเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ย หน่วยละ 53.00 บาท

 รายละเอียดและหลักเกณฑ์

หลักเกณฑ์ รายละเอียด ระยะเวลารับฝาก ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป คุณสมบัติผู้ฝาก – บุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป – นิติบุคคลทุกประเภท อายุสลาก 3 ปี (สิทธิการถูกรางวัล 36 ครั้ง) ราคาต่อหน่วย 50 บาท ค่าส่วนลดการถอนก่อนครบกำหนด ถอนก่อนครบ 3 เดือน หักส่วนลด 1 บาท/หน่วย การออกรางวัล ทุกวันที่ 16 ของเดือน *หยุดจำหน่ายทุกวันที่ 16 ของเดือน*

ดอกเบี้ยครบอายุ

ระยะเวลาฝาก ดอกเบี้ย (บาท/หน่วย) ถอนคืนได้รับ (บาท) ฝากครบ 3 เดือน ไม่ครบ 1 ปี ไม่ได้ดอกเบี้ย 50 ฝากครบ 1 ปี ไม่ครบ 2 ปี 0.50 50.50 ฝากครบ 2 ปี ไม่ครบ 3 ปี 1.125 51.125 ฝากครบ 3 ปี 3.00 53.00

เงินรางวัล

รางวัลที่ 1 3 10,000,000 บาท รางวัลพิเศษ 1 1,000,000 บาท รางวัลที่ 2 1 100,000 บาท รางวัลที่ 3 2 20,000 บาท รางวัลที่ 4 5 10,000 บาท รางวัลที่ 5 10 5,000 บาท รางวัลเลขสลากตรงกับรางวัลที่ 1 แต่ต่างงวดและหมวดอักษรรางวัลละ 1 (ต่างงวด ต่างหมวดอักษร) 10,000 บาท รางวัลเลขท้าย 6 ตัว 2 400 บาท รางวัลเลขท้าย 5 ตัว 2 300 บาท รางวัลเลขท้าย 4 ตัว 2 150 บาท

ผลตอบแทนสำหรับ ผู้ฝาก 5 แสนบาท ขั้นต่ำ (รวมรางวัลเลขท้าย 4 ตัว+ดอกเบี้ยครบอายุ) = ร้อยละ 2.72 /ปี ** เลขท้าย4 ตัว 2ครั้ง = 300 บาท ดอกเบี้ยครบอายุ 3 บาท/หน่วย*** = ลงทุน 500,000 บาท จะได้เงินกำไรขั้นต่ำทั้งหมด 40,500 บาท ภายใน 3 ปี

 *** ซึ่งยัง ไม่รวมรางวัลใหญ่ๆ นะคะ อีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่เสี่ยงแต่ เงินรางวัลจูงใจสูงคะ ถึงแม้จะมีข้อเสียเรื่อง สภาพคล่องไปบ้าง ถ้าคุณเป็นคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อย และไม่ต้องการให้เงินต้นสูญ ก็ลองหันมาลงทุนกับสลากออมสินดูนะคะ

ที่มา ธนาคารออมสิน

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 10/03/2012 in สลากออมสิน

 

ป้ายกำกับ: ,

สลากทวีสินและบัตรเพิ่มทรัพย์ ที่เอ ไชยยาเป็นพรีเซนเตอร์ของ ธกส.


หลักเกณฑ์การรับฝากเงิน

- รับฝากจากบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล
- รับฝากเป็นหน่วย ๆ ละ 100 บาท
- เปิดรับฝากเงินตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 ทั้งนี้ ในการฝาก ให้นำสำเนาบัตรประชาชนไปด้วย
การออกรางวัล
- ออกรางวัลทุกเดือน รวม 3 ปี 36 ครั้ง โดยออกรางวัลในวันที่ 16 ของทุกเดือน
- ชุดที่ 6 ออกรางวัล ครั้งแรก วันที่ 16 ม.ค. 55 ครั้งสุดท้าย วันที่ 16 ธ.ค. 57
- ชุดที่ 7 ออกรางวัล ครั้งแรก วันที่ 16 ก.พ. 55 ครั้งสุดท้าย วันที่ 16 ม.ค. 58
- ดำเนินการออกรางวัลโดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพมหานคร
ดอกเบี้ยเงินฝาก
- เมื่อฝากครบกำหนด จะได้ดอกเบี้ยหน่วยละ 5 บาท รวมคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยหน่วยละ 105 บาท
- ถอนคืนก่อนครบกำหนด จะได้รับเงินคืนเฉพาะต้นเงิน หน่วยละ 100 บาท
การประกาศผลรางวัล
- ถ่ายทอดทางสถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทย คลื่นความถี่ AM 891 กิโลเฮิรตซ์
- ประกาศผลรางวัลทาง INTERNET http://www.baac.or.th
- ขอรับใบแจ้งผลการออกรางวัลได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา
- ประกาศผลรางวัลทางหนังสือพิมพ์
- ตรวจรางวัลทางโทรศัพท์ หมายเลข 1900-1901-98 และ 1900-222-299 และ 1111
- โทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกเครือข่าย *499222
การรับเงินรางวัล
- รับเงินรางวัลที่สำนักงาน ธ.ก.ส. สาขาที่ฝากเงิน

การถอนเงินฝาก

- ต้องฝากอย่างน้อย 3 เดือน จึงจะมีสิทธิ์ถอนคืนก่อนกำหนดได้ แต่ไม่ได้รับดอกเบี้ย
สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ
- มีสิทธิ์ถูกรางวัลตลอดระยะเวลาการฝาก
- เงินรางวัลได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลทั่วไป
- ดอกเบี้ยเงินฝาก ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลทั่วไปซึ่งเป็นผู้ทรงคนแรก
- ใช้เป็นหลักประกันกู้เงิน ธ.ก.ส. ได้ ณ สาขาที่ฝาก
- ใช้เป็นหลักประกันในการออกหนังสือค้ำประกันจาก ธ.ก.ส. (Bank Guarantee)
- ใช้เป็นหลักประกันซอง และประกันสัญญาในงานจัดซื้อจัดจ้างของ ธ.ก.ส.
- ใช้ประกันผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนของตำรวจและอัยการ และประกันตัวจำเลยในชั้นศาล
บัตรเพิ่มทรัพย์ชุดที่ 6 และ 7 มีจำนวนชุดละ 10 หมวด

ชุดที่ 6 คือ หมวด BA BB BC BD BE BF BG BH BI และ BJ
ชุดที่ 7 คือ หมวด BK BL BM BN BO BP BQ BR BS และ BT

จำนวนรางวัลและเงินรางวัลต่อชุด มีดังนี้
รางวัลที่ 1 เสี่ยงหมวด หมุน 1 ครั้ง มี 1 รางวัล เป็นเงิน 2,000,000 บาท
รางวัลที่ 1 ต่างหมวด มี 9 รางวัล ๆ ละ 100,000 บาท
รางวัลที่ 2 หมุน 3 ครั้ง มี 30 รางวัล ๆ ละ 50,000 บาท
รางวัลที่ 3 หมุน 10 ครั้ง มี 100 รางวัล ๆ ละ 10,000 บาท
รางวัลที่ 4 หมุน 20 ครั้ง มี 200 รางวัล ๆ ละ 5,000 บาท
รางวัลที่ 5 หมุน 100 ครั้ง มี 1,000 รางวัล ๆ ละ 3,000 บาท
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว หมุน 2 ครั้ง มี 200,000 รางวัล ๆ ละ 50 บาท
รวมงวดละ 201,340 รางวัล คิดเป็นเงิน 19,400,000 บาท
รางวัล “ทุนประกอบอาชีพ” 180 รางวัลๆ ละ 100,000 บาท รวม 18,000,000 บาท
ออกรางวัล 3 ครั้งๆ ละ 30 รางวัลต่อชุด รวม 60 รางวัล
อ่านเพิ่มเติมที่ ธกส นะคะ
 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 07/03/2012 in ออมเงิน

 

ป้ายกำกับ: ,

เมื่อรัฐบาลจัดโปรบ้านหลังแรก สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการซื้อบ้านหลังแรก


เทคนิคในการซื้อบ้านหลังแรก ที่จะช่วยให้คุณซื้อบ้านได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ

Do:   หาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบโครงการหรือบ้านหลังที่สนใจ เช่น มีห้างสรรพสินค้า ตลาด โรงพยาบาล สถานีตำรวจอยู่ใกล้ๆไหม เพื่อความสะดวกและอุ่นใจเมื่ออยู่อาศัย เคยเกิดน้ำท่วมบริเวณนั้นหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็โอเค แต่ถ้าเคยเกิดน้ำท่วม ต้องมีข้อมูลว่าระดับน้ำสูงขนาดไหนรับไหวหรือเปล่า และเกิดเมื่อไรเพราะอะไรจึงเกิด หรือว่าเกิดเป็นประจำ โครงการตั้งอยู่ใกล้แหล่งเสียงดัง หรือมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์หรือไม่ หากเลี่ยงได้ก็ควรจะเลี่ยงเสียแต่เนิ่นๆ

Don’t: เห็นแก่ของถูก เห็นแก่รายการของแถมและระยะเวลาโปรโมชั่นที่จำกัดเพื่อให้รีบตัดสินใจ ซื้อบ้านนะคร้าบไม่ใช่มือถือต้องคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อน

Do:    อย่ามองข้ามเรื่องการสำรวจทำเล หากตกลงเลือกทำเลที่ตรงใจแล้ว อย่าลืมแวะสำรวจเส้นทางจริงในช่วงเวลาที่ต้องเดินทางจริงด้วย เพื่อให้เห็นกับตาว่าเป็นอย่างไร ศึกษาเรื่องเส้นทางลัดเผื่อไว้ เผื่อได้ใช้เมื่อเส้นหลักเกิดปัญหาติดขัดฉุกเฉิน อย่าลืมดูโครงการข่ายคมนาคมในอนาคตที่จะเสริมให้ทำเลที่คุณซื้อบ้านทวีค่า ขึ้นหมายรวมถึงความสะดวกของคุณที่เพิ่มขึ้นด้วย

Don’t: เชื่อคำโฆษณา จากพนักงานขายในเรื่องของเส้นทางอนาคตที่ไม่มีข้อมูลสนับสนุน เช่น กฎหมายบังคับ หรือแผนงานจากภาครัฐที่กำหนดเวลาโดยประมาณ เพราะนั่นหมายถึงอนาคตที่อาจไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

Do:  เปรียบเทียบสภาพแวดล้อมในโครงการ เช่น รูปแบบการดีไซน์พื้นที่ส่วนกลาง ตำแหน่งของสวน ความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ สโมสร สระว่ายน้ำ พื้นที่ออกกำลังกาย ขนาดของถนนเมนและถนนซอย การจัดเก็บค่าส่วนกลางครอบคลุมอะไรบ้าง เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นส่วนกลางที่ลูกบ้านต้องช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่ายกัน

Don’t:  ไว้ใจพนักงานขาย เชื่อมั่นว่าเป็นบริษัทออกจะมีชื่อเสียงจะเบี้ยวกันได้อย่างไร หลักฐานเอกสารก็มี… มันเคยเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก ผู้ประกอบการหนีน้ำตานองหน้ากันระนาว

Do: เลือกโครงการที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดิน เพราะคุณจะได้รับความคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคจากภาครัฐ เช่น ถ้าเป็นโครงการใหญ่มีบ้านอยู่ในโครงการมากกว่า… หลัง ผู้ประกอบการต้องสร้างถนนสาธารณะหน้ากว้าง … เมตรเพื่อใช้เป็นทางเข้า-ออกได้สะดวก นอกจากนี้  ยังมีเรื่องพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะส่วนกลางขั้นต่ำ..% สโมสร รวมถึงโรงเรียนอนุบาล

Don’t: ยังมีอีกหลายโครงการที่หัวหมอ ไม่ยื่นจัดสรรที่ดินโดยใช้วิธีซอยที่ดินผืนใหญ่ให้ย่อยลง เช่น สร้างแค่ 99 แปลง ราคาบ้านที่ซื้ออาจถูกลงแต่ก็ตามคุณภาพชีวิตที่น้อยลงด้วยเช่นกัน…รับกัน ได้หรือค่ะ สุดท้าย..อยากย้ำกันอีกครั้งคืออย่าหลงเชื่อข้อมูลจากพนักงานขายเพียงฝ่ายเดียว เพราะเค้าเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจของคุณเท่านั้น คุณควรถามเพื่อนบ้าน ถามผู้มีประสบการณ์ แล้วท้ายสุดใช้วิจารณญาณของตัวเองเลือก

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 06/03/2012 in ออมเงิน

 

ป้ายกำกับ: ,

Saving หลักการออมเงิน แบบเพิ่มสิบ-ลบสิบ ง่ายคุณก็ทำได้


จะกล่าวไป เรามักจะไม่สามารถเก็บเงินออมกันเลย ก็เป็นเพราะเอาแต่ใช้เงินที่ได้มาแบบไม่คิดถึงวันหน้ามีเท่าไหร่ก็ใช้ไปเรื่อย ๆ จึงเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ เพื่อจะได้มีแนวทางเก็บออม และวิธีใช้จ่ายเงินอย่างฉลาด โดยเสนอหลากหลายการออมเงิน จะได้ ร่ำรวย เพื่ออนาคต เมื่อเกษียณ หรือลาออกจากงาน

หลักการออมเงิน

คือ เงินที่ได้มาทุก ๆ ครั้ง ต้องมีการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน หลัก ๆ เสมอ ได้แก่

ส่วนที่ 1 เอาไว้ใช้จ่ายประจำวัน

ส่วนที่ 2 เอาไว้ออมให้เป็นเงินก้อน เพื่อการซื้อของที่มีราคาสูง

ส่วนที่ 3 เพื่อเป็นการลงทุนในระยะยาวต่อไป

สูตรคำนวณหาเงินออม

คือ เงินออมที่ควรมีในปัจจุบัน เท่ากับ 1/10 คูณ อายุ คูณ รายได้ทั้งปี

ตัวอย่าง เช่น
ถ้ามีอายุ 30 ปี ทำงานได้เงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท รายได้ทั้งปี เท่ากับ 1.2 แสนบาท

ดังนั้น ควรมีเงินออมเท่ากับ 1/10 คูณ 30 คูณ 1.2 แสนบาท เท่ากับ 3.6 แสนบาท

สำหรับวิธีการออมเงินอย่างง่าย ๆ นั่น คือ
“การออมเงินแบบเพิ่ิมสิบ – ลบสิบ”

วิธีการออมเงินแบบ “เพิ่มสิบ”

คืือ เมื่อไรก็ตามที่ใช้เงินออกไป ก็ให้บวกยอดเงินเพิ่มเข้าไปอีก 10% ซึ่งส่วนที่บวกเพิ่มนั้นก็ให้กันไว้เป็นเงินเก็บ

ตัวอย่าง เช่น

ถ้าต้องการจ่ายเงิน 1 พันบาทเป็นค่าเช่าบ้าน ก็ต้องกันเงินออกมาอีก 100 บาท เพื่อไปฝากธนาคารไว้
หรือถ้าวันนี้ได้ออกไปซื้อของใช้ 100 บาท ก็ต้องกันเงินไว้ 10 บาท เพื่อไปใส่บัญชีเงินออม

สำหรับวิธีการนี้ จะต้องทำไปเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะใช้จ่ายเงินไปมากน้อยเท่าไร่ก็ตาม
และถ้ามีความแน่วแน่ด้วย หลักการ “เพิ่มสิบ” อยู่เสมอแล้ว ก็สามารถทำให้เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการเก็บเงินได้ เพราะวิธีนี้จะเป็นการบังคับให้ต้องคิดเสมอก่อนที่ควักเงินออกไปจ่าย ว่าต้องเก็บเงินเพิ่มทุกครั้งที่ใช้เงินเพิ่มขึ้นด้วย และด้วยวิธีนี้ก็จะทำให้เราระมัดระวังในการใช้เงินมากขึ้น

แต่สำหรับบางคนที่ใช้เงินเก่ง และหักห้ามใจในการใช้จ่ายไม่ค่อยอยู่ ลองมาพิจารณาหลักการ “ลบสิบ” ดูบ้าง

วิธีการออมเงินแบบ “ลบสิบ”

คือ การหักเงิน 10% ของเงินเดือนทุกเดือน โดยทันทีที่เงินเดือนออกทุกสิ้นเดือน ก็ให้รีบนำเงินไปฝากธนาคารไว้
วิธีนี้ก็จะช่วยให้สามารถเก็บเงินได้ 10% ของเงินเดือนก่อนที่จะถูกใช้ไป

ตัวอย่าง เช่น

เมื่อได้รับเงินเดือน 1 หมื่นบาท ก็ให้นำไปฝากธนาคาร 1 พันบาททันที แต่ถ้ากลัวว่าจะหักเงินด้วยตัวเองไม่ได้ ก็อาจจะต้องแจ้งให้ธนาคารหรือหน่วยงานที่สังกัดโอนเงินจำนวน 1 พันบาทนั้นไปเก็บไว้ในบัญชีหนึ่งทันทีที่เงินเดือนออก ก็จะทำให้มีเงินเก็บได้อีก 1 พันบาท และก็จะมีเงินเหลือใช้จ่ายอีกถึง 9 พันบาท

         อย่างไรก็ตาม จะต้องไม่ลืมว่า 10% ของเงินเดือนที่หักไปเก็บไว้นั้น ไ่ม่ใช่เงินที่เ็ก็บไว้สำหรับฉุกเฉิน หรือเพื่อการใช้ในการท่องเที่ยว แต่เป็นเงินที่เก็บไว้ใช้ในอนาคต เวลาที่ไม่ได้ทำงานหรือเกษียณไปแล้ว ดังนั้น จึงต้องไม่ถอนเงินจำนวนนี้ออกมาใช้ก่อนกำหนด

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 05/03/2012 in ออมเงิน

 

ป้ายกำกับ:

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.